News

Article

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่คุณสามารถชาร์จไฟเองได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองหรือไม่

เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานจากสมาคมอุตุนิยมวิทยาอเมริกัน (American Meteorological Society) เปิดเผยปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปี 2018 ที่สูงขึ้นถึง 43 เปอร์เซ็นต์จากปี 1990 ที่น่าตกใจที่สุดก็คือ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่สูงถึงระดับ 407.4 ppm (Parts Per Million) โดยเพิ่มขึ้น 2.4 ppm จากปี 2017 ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อกับบันทึกข้อมูลที่ได้จากแกนน้ำแข็งย้อนหลังไป 800,000 ปี ส่วนก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เช่น มีเทนและไนตรัสออกไซด์ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ถามว่าก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากไหน? ก็มาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์นี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ การตัดไม้ทำลายป่า การทำการเกษตรและการปศุสัตว์ และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ
ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่โชคดีที่ความก้าวหน้าของเครื่องยนต์ถูกพัฒนามาตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ นับตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาปภายในได้แจ้งเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1794 ทำให้เราอยู่ในยุคที่เครื่องยนต์เผาไหม้ภายในที่มีอยู่ในรถยนต์กำลังจะกลายเป็นตำนาน และถูกแทนที่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพลังงานสะอาดในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle)
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV ก็คือรถยนต์ที่ไม่มีเครื่องยนต์แต่ทำงานจากพลังงานมอเตอร์เต็มรูปแบบ และเมื่อไม่มีการเผาไหม้ ก็ไม่มีมลภาวะ ด้วยเหตุนี้การใช้รถยนต์ EV จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวงที่มีปริมาณรถหนาแน่น
นอกจากนี้ รถยนต์ EV ก็ยังมีข้อดีในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ดีต่อโลก แต่ยังดีและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์คนเมืองด้วย เช่น เรื่องความประหยัด ถ้าหันมาใช้รถยนต์ EV คุณอาจจะลืมเรื่องราคาน้ำมันที่ขึ้นๆ ลงๆ ไปเลยก็ได้ เพราะอย่างที่บอกไปว่ารถยนต์ EV ใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า สิ่งที่คุณต้องทำก็คือแค่ชาร์จไฟฟ้าเท่านั้น โดยการชาร์จพลังงาน 1 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง หลังจากนั้นรถยนต์ EV ก็จะวิ่งได้ประมาณ 400 ก.ม. ซึ่งเมื่อเทียบเป็นกิโลเมตรแล้วพบว่าเงินจำนวนเดียวกันที่คุณจ่ายให้การชาร์จไฟสามารถพาคุณไปได้ไกลว่าการเติมน้ำมัน
ขณะเดียวกันการซ่อมบำรุงรถยนต์ EV ก็มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์แบบเดิมๆ มาก เนื่องจากมีชิ้นส่วนในการทำงานที่มีความจุกจิกน้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น การขับเคลื่อนก็มีแค่มอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่ และระบบเบรกที่ใช้มอเตอร์ช่วยเพิ่มแรงเสียดทานขณะเบรกก็ทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบทำงานน้อยลง สึกหรอน้อยกว่า ต่างจากเครื่องยนต์แบบเดิมที่ต้องมีทั้งหัวเทียน สายไฟ หัวฉีด น้ำมันเครื่อง
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่องของความเงียบ ถ้าคุณขับรถ EV อยู่คุณจะไม่ต้องกังวลกับปัญหาเรื่องเสียงดังที่มาจากเครื่องยนต์ เพราะรถยนต์ EV ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนทำได้เงียบกว่ามากจนแทบแยกไม่ออกเลยว่ามอเตอร์กำลังติดอยู่
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า คนกรุงเทพฯ 60 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับยานยนต์ EV โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมี 3 ส่วน คือ ปัจจัยส่วนบุคคล การศึกษา และรายได้ ปัจจัยภายในเกี่ยวกับตัวรถ ราคา ค่ายรถ และสมรรถนะของรถ สุดท้ายคือปัจจัยภายนอก บริการหลังการขาย เป็นต้น หากผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ EV ได้ ก็น่าเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ อากาศของเมืองหลวงจะบริสุทธิ์ขึ้นไม่มากก็น้อย