News

Article

ไขปัญหาเกี่ยวกับการชาร์จไฟ รถ EV

เทรนด์ที่กำลังมาแรงในยุคนี้คงหนีไม่พ้น EV-Electric Vehicle หรือรถยนต์ไฟฟ้า รถที่ใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน ปราศจากการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงโดยสิ้นเชิง นำมาสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ นับเป็นนวัตกรรมที่ใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว 100 % และสามารถชาร์จไฟได้สม่ำเสมอเมื่อแบตเตอรี่หมดลง
วิธีการทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ได้มีความละเอียดและซับซ้อนเหมือนรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
มีกลไกประกอบกัน 3 ส่วนได้แก่
– มอเตอร์ไฟฟ้า : ใช้ในการส่งพลังงานที่ได้มาจากตัวแปลงกระแสไฟฟ้าส่งต่อไปยังเพลาเพื่อให้เกิดพลังงานในการขับเคลื่อน
– อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า : มีหน้าที่ควบคุมและแปลงกระแสไฟจากพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง เป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อส่งพลังงานต่อไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า
– แบตเตอรี่ : พลังงานไฟฟ้าที่ชาร์จเข้า จะถูกเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันนี้แบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าคือแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากและใช้งานได้ทน
สำหรับการชาร์ตไฟนั้น รถ EV นี้ควรชาร์จไฟจนเต็มประจุ 1 ครั้งทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นการกระตุ้นเซลล์เก็บประจุให้ทำงานครบ และป้องกันการเสื่อมของแบตเตอรี่เพื่อการใช้งานในระยะยาว สำหรับสายชาร์จที่แถมมากับรถมักจะเป็นสายสำหรับชาร์จชั่วคราวเท่านั้น (Emergency Charge สาย Mode 2) ที่ไว้สำหรับเสียบชาร์จนอกบ้านในกรณีแบตเตอรี่หมดกลางทาง ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเสียบชาร์จกับปลั๊กไฟบ้านทิ้งไว้ทั้งคืน เนื่องจากอาจเกิดความร้อนสะสมที่เต้าเสียบไฟ และเกิดการลุกไหม้ได้ สาเหตุมาจากสายไฟบ้านทั่วไปในไทยทนกระแสไฟได้ 10 A หรือน้อยกว่าแล้วแต่สภาพการใช้งาน แต่สายชาร์จแถมมากับรถนั้น สามารถดึงกระแสไฟสูงสุดถึง 12A ซึ่งเกินกำลังไฟบ้านรับได้ หากต้องการใช้ ต้องเดินสายไฟใหม่ขนาด 4 Sq.mm. ขึ้นไป สำหรับเฉพาะเต้าเสียบนี้เท่านั้น โดยไม่พ่วงกับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ภายในบ้าน และต้องมีระบบสายดินกรณีที่มีไฟรั่วให้ไหลลงดินโดยผู้ใช้ไฟไม่เกิดอันตราย การไฟฟ้านครหลวง ให้คำแนะนำว่าการชาร์จที่บ้านควรใช้เครื่อง Wallbox EV Charger (เครื่อง Mode 3) เพื่อความปลอดภัย ซึ่งรับกระแสไฟได้ 16-32 A สามารถชาร์จได้เต็มประสิทธิภาพ และมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็ม หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น กระแสไฟเกิน หรือ ความร้อนเกิน
ทั้งนี้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EVมีระยะทางจำกัด วิ่งได้เต็มที่ระยะทางประมาณ 400 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น หากไฟหมดก็ไม่สามารถวิ่งต่อได้ และมีสถานีให้บริการชาร์จไฟน้อย เนื่องจากรถไฟฟ้า EV จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานจากแบตเตอรี่ และแบตเตอรี่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งานในเรื่องของประจุไฟฟ้า ซึ่งส่งผลต่อระยะทางในการขับขี่ที่ถูกจำกัดลงไปด้วย แน่นอนว่ารถไฟฟ้า EV เป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้ยังมีสถานบริการชาร์จไฟก็มีน้อย ทั้งในประเทศไทย และหลายๆ ประเทศ ก็ยังมีสถานบริการชาร์จไฟที่อาจจะไม่พียงพอต่อการใช้งาน และระยะเวลาในการชาร์จไฟที่ค่อนข้างถี่ และใช้เวลาในการชาร์จนาน ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาเรื่องของแบตเตอรี่ และการชาร์จประจุ แต่ปัญหาของรถไฟฟ้า ก็ยังคงเป็นเรื่องของระยะเวลาในการชาร์จอยู่ดี เพราะการชาร์จไฟฟ้าไม่เหมือนการเติมน้ำมันที่เติมเพียงไม่กี่นาทีก็ได้น้ำมันเต็มถัง ในขณะที่รถไฟฟ้าต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่า 30 นาที หรือในบางรุ่นอาจใช้เวลานานหลายชั่วโมง โดยประจุจะเต็มเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสที่อัดประจุ ขนาด และประเภทของแบตเตอรี่ที่ใช้อีกด้วย
แต่รถยนต์ไฟฟ้านี้ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนการใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งพลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนยานพาหนะได้ ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์ EV นี้ไม่มีการปล่อยไอเสียจึงถือเป็นทางเลือกในการช่วยลดมลภาวะทางอากาศได้อีกตัวเลือกหนึ่ง หากเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ระหว่างรถยนต์ EV กับ รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการชาร์จไฟ มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการเติมน้ำมัน ค่าชาร์จไฟรถ EV นั้นประมาณ 0.7-1 บาท/กิโลเมตร เมื่อเทียบกับค่าเติมน้ำมันรถทั่วไปประมาณ 3 บาท/กิโลเมตร ทำให้สามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงรถไปได้มากกว่า 3 เท่าสำหรับการชาร์จไฟเองที่บ้าน แต่มีข้อจำกัดสำหรับการชาร์จที่ Charging Station ในห้างหรือตามสถานีบริการ ก็อาจมีการบวกค่าบริการเพิ่มเติมแล้วแต่สถานที่

และด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีขั้นสุดจึงทำให้สามารถพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าออกมาขับเคลื่อนบนท้องถนนได้อย่างเป็นมิตรกับมนุษย์และโลก การทำงานของรถยนต์ชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาจนทำงานได้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถใช้พลังงานทางเลือกที่ดีต่อโลกมาเป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนจึงทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าตัวนี้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราจะใช้ในการอนุรักษ์โลกใบนี้ของเราให้สวยงามเพื่ออนาคตของรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป